ประวัติความเป็นมา

สำนักงานมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

เมื่อครั้งที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” ของพสกนิกรชาวไทย ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมตำรวจตระเวณชายแดนตามจังหวัดชายแดนต่างๆ ในปี พ.ศ. 2507 พระองค์ได้ทรงพบเห็นความยากลำบากของราษฎร ในการเดินทางมารักษายังโรงพยาบาลจังหวัดเวลาที่เจ็บป่วย อาการก็หนักเกินกว่าจะรักษา หรือโรคที่ไม่ได้รุนแรง แต่กลับเรื้อรังจนต้องพิการทุพพลภาพ จนเกิดพระราชกระแสรับสั่งของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อคืนวัน ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 ขณะทรงประทับอยู่ที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ว่า “ฉันได้ไปเยี่ยมตำรวจตระเวนชายแดนที่ปฏิบัติงานในป่าเขา เพื่อปกป้องและรักษาแผ่นดินเราเขาเสี่ยงอันตรายหลายอย่างรวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บด้วย ชาวบ้านและชาวเขาที่อยู่ตามป่าดงเหล่านั้น ก็มีปัญหาเรื่องป่วยไข้ เช่นเดียวกัน เพราะอยู่ห่างไกลการคมนาคมไม่สะดวก หากพวกเราจะไปดูและรักษาเขาบ้าง จะเป็นเดือนละครั้ง สองเดือนครั้ง หรือแม้แต่สามเดือนครั้งก็ได้ จะได้ช่วยเหลือเขาเป็นประโยชน์มาก” ถือเป็นจุดกำเนิดของกิจการแพทย์อาสา โดยเบื้องต้นแพทย์อาสาประกอบด้วย แพทย์และพยาบาล อาสาสมัครจากโรงพยาบาลแมคคอร์มิคและโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ออกปฏิบัติงานครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2512 ที่บ้านดอยสามหมื่นกิ่งอำเภอเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะขยายไปทั่วประเทศในปัจจุบัน โดยเชิญชวนคนในพื้นที่ให้มาเป็นอาสาสมัครของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในพระองค์

ซึ่งอาสาสมัครจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

ประเภทแรกคือ อาสาสมัครสายแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล ทันตนามัย เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน เป็นต้น
ประเภทที่สองคือ ประเภทอาสาสมัครสายสนับสนุน ซึ่งมีทั้งข้าราชการและบุคลากรในภาคเอกชน หน่วยแพทย์อาสาจะออกปฏิบัติการเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ และไปเช้าเย็นกลับในวันเดียวกัน โดยจะเคลื่อนที่เข้าไปให้การรักษาราษฎรตามท้องถิ่นต่างๆ และใช้เฮลิคอปเตอร์เป็นยานพาหนะที่หลักการออกปฎิบัติงานนั้น ในแต่ละหน่วยจะประกอบด้วยแพทย์ 2 คน ทันแพทย์ 1 คน เภสัชกรหรือพยาบาลมีความรู้เรื่องยา 1 คน พยาบาล 3 คน และอาสาสมัครสมทบ 1 คน ซึ่งอาสาสมัคร พอ.สว. ทุกคนจะสวมเสื้อสีเทา กระเป๋าเสื้อสีเขียว มีเครื่องหมายของหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีประชาชนจะเรียกขานอาสาสมัครเหล่านี้ว่า “หมอกระเป๋าเขียว” แม้แต่ผู้ที่มี อุดมการณ์ต่างกันในบางพื้นที่ ยังยกเวันการทำร้าย "หมอกระเป๋าเขียว" ทั้งนี้อาสาสมัครจะทำงานโดยไม่มีรายได้ตอบแทน และจะมีภูมิลำเนาหรือรับราชการอยู่ในจังหวัดนั้นๆ

ในปี 2516 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงเริ่มนำระบบสื่อสารทางวิทยุรับ-ส่งมาใช้เพื่อให้คำปรึกษาโรคกับ ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เรียกว่า “แพทย์ทางอากาศ” หรือต่อมาเรียกแพทย์ทางวิทยุ ซึ่งดำเนินการตามแนวปฏิบัติของ The Royal Flying of Doctor Service ofAustralia ของออสเตรเลีย

หน่วยแพทย์อาสา พอ.สว. ถูกแบ่งออกเป็น 2 หน่วย คือ

1. หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. ทำหน้าที่ดูแลรักษาประชาชนที่ด้อยโอกาสในท้องถิ่นทุรกันดาร โดยได้รับการสนับสนุนด้านพาหนะจากกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ หรือกรมตำรวจ ในพื้นที่นั้น
2. หน่วยแพทย์ทางวิทยุ พอ.สว. มีทั้งสิ้นใน 24 จังหวัดทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่สำนักงานกลางวังสระปทุม

ในการดำเนินงานแพทย์อาสานั้น สมเด็จย่าทรงเป็นห่วงเรื่องงบประมาณเป็นอย่างยิ่ง เพราะงานแพทย์อาสานั้นต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการวางรากฐานให้การดำเนินงานของ พอ.สว. มีรากฐานที่มั่นคง สมเด็จย่าจึงโปรดเกล้าฯพระราชทานทุนทรัพย์เริ่มแรก 1 ล้านบาท ในการจดทะเบียนหน่วยแพทย์อาสา เป็น "มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี" มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “The Princess Mother’s Medical Volunteer Foundation” เลขทะเบียนลำดับที่ 802 ในปี 2517 โดยพระองค์ทรงเป็นนายิกากิตติมศักดิ์ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นเป็นประธานกรรมการบริหาร โดยมี ศ.นพ.อุดม โปษกฤษณะ เป็นเลขาธิการมูลนิธิ

จังหวัดที่มีกิจการแพทย์อาสา เรียกว่า จังหวัดแพทย์อาสา ทรงวางกฎเกณฑ์ไว้ว่า จังหวัดที่ต้องการตั้งหน่วยแพทย์อาสา ควรจะเป็นจังหวัดที่มีอาณาเขตติดกับชายแดน หรือการคมนาคมไม่สะดวก มีที่ทุรกันดาร หรือจำเป็นต้องอาศัยกิจการแพทย์อาสา ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมด้วยคณะแพทย์ของจังหวัดนั้นๆ ขอพระราชทานตั้งจังหวัดของตนเป็นจังหวัดแพทย์อาสาเสียก่อน เมื่อทรงพิจารณาเห็นว่าเหมาะสม จึงจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับไว้เป็นจังหวัดแพทย์อาสา กำหนดวางแผนการทำงานโดย คณะกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานคณะกรรมการ พอ.สว. ประจำจังหวัดโดยตำแหน่ง การติดต่อประสานงานในการปฏิบัติการทุกครั้งควบคุมโดยสำนักงานกลาง พอ.สว. ตั้งอยู่ที่วังสระปทุมภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการกลาง ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นองค์ประธานด้วยพระองค์เองซึ่งปัจจุบันมีจังหวัดแพทย์อาสาทั้งสิ้น 55 จังหวัด และอาสาสมัคร พอ.สว. ประมาณห้าหมื่นกว่าคนต่อมา เมื่อสมเด็จย่าเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 18 กรกฏาคม 2538 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จ พระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์สืบต่อมา ทั้งได้มีการปรับปรุงการบริหารภายในมูลนิธิ โดยมีนายแพทย์ประมุท จันทวิมล เป็นเลขาธิการมูลนิธิ พลเรือเอก หม่อมหลวงอัศนี ปราโมช เป็นประธานมูลนิธิรวมทั้งของบประมาณในการสนับสนุนจากรัฐบาล และได้มีการจัดสรรงบประมาณโดยกระทรวสาธารณสุขเพื่อสนับสนุนทุกปี

ในปัจจุบันหลังจากพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2551 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงดำรงตำแหน่งเป็นประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี และพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในการบำบัดทุกบำรุงสุขแก่ราษฎรด้านการแพทย์และสาธารณสุขสืบต่อไป โดยเริ่มปฏิบัติพระกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสเป็นจังหวัดแรก ระหว่างวันที่ 26 - 28 กันยายน พ.ศ. 2552

วัตถุประสงค์มูลนิธิ พอ.สว.

1. จัดหาและส่งเสริมให้มีแพทย์และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ปฏิบัติงานเพื่อช่วยเหลือให้การรักษาพยาบาล ป้องกันโรค ส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพอนามัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ ในท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกลคมนาคมหรือท้องถิ่นที่คณะกรรมการกำหนด
2. จัดให้การรักษาพยาบาลให้ท้องถิ่นทุรกันดาร โดยสั่งการรักษาทางเครื่องมือสื่อสาร
3. ร่วมมือกับส่วนราชการและองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์
4. ดำเนินการอื่นๆ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
5. ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมือง